วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

เมนูอาหารต้านมะเร็ง : น้ำพริกแจ่ว


น้ำพริกแจ่ว

๑.พริกป่น

๒.หอมแดง

๓.ต้นหอม

๔.ผักชีฝรั่ง

๕.ผักชี

๖.เห็ดหอม

๗.ข้าวคั่ว

๘.มะนาว

๙.ซีอิ้วขาว

๑๐.น้ำซุป(เล็กน้อย)

๑๑.มะเขือเผา

นำทุกอย่างมาผสม รับประทานพร้อมกับผักสด เช่น ผักกาดขาว กระเจี๊ยบสด

ผักบุ้งแดง ถั่วฝักยาว ใบบัวบก เป็นต้น


แหล่งข้อมูล : มะเร็งหายด้วยธรรมชาติ โดย กิตฺติญาโณ ภิกขุ (ดร.ทวี)

เมนูอาหารต้านมะเร็ง : ยำมะเขือเผา


ยำมะเขือเผา

๑.มะเขือเผา

๒.หอมแดง

๓.ต้นหอม

๔.ผักชี

๕.ซีอิ้วขาว

๖.น้ำ ๓ รส

แต่งสีให้ดูน่ารับประทาน ด้วยแครอทซอยให้ละเอียดโรยหน้า

แหล่งข้อมูล : มะเร็งหายด้วยธรรมชาติ โดย กิตฺติญาโณ ภิกขุ (ดร.ทวี)


เมนูอาหารต้านมะเร็ง :น้ำ ๓ รส


น้ำ ๓ รส

๑.น้ำตาลโตนด ๑ กิโลกรัม

๒.น้ำซีอิ้วขาว(เชิง โช หวัง) ๑ ลิตร

๓.น้ำมะขามเปียก ๑ กิโลกรัม

นำมาตั้งไฟเคี่ยวให้พอขุ่น รอให้เย็น เก็บใส่ตู้เย็น ไว้ปรุงอาหารหลายชนิด

(ปรุงรสด้วย ๓ รส)

แหล่งข้อมูล : มะเร็งหายด้วยธรรมชาติ โดย กิตฺติญาโณ ภิกขุ (ดร.ทวี)

เมนูอาหารต้านมะเร็ง :ลาบมังสวิรัติ

ลาบมังสวิรัติ

๑.เห็ดหอมแห้งสับให้ละเอียด

๒.หอมแดงสับให้ละเอียด

๓.ต้นหอม

๔.ผักชี

๕.ผักชีฝรั่ง

๖. ข้าวคั่ว

๗.พริกป่น

๘.มะนาว

๙.ข่าซอยสับให้ละเอียด

คลุกให้เข้าด้วยกัน รับประทานพร้อมกับผักสดต่างๆ เช่น ผักกาดขาว ผักกาด

หอม โหระพา ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ผักบุ้งแดง เป็นต้น

แหล่งข้อมูล : มะเร็งหายด้วยธรรมชาติ โดย กิตฺติญาโณ ภิกขุ (ดร.ทวี)

เมนูอาหารต้านมะเร็ง : น้ำซุปโพแทสเซียม

เมนูอาหารต้านมะเร็ง : น้ำซุปโพแทสเซียม

ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หุงบ้าง ต้มบ้าง ทำเป็นขนมปังโฮลวีทบ้าง ส่วนกับข้าว

และวิธีทำง่ายๆดังนี้ เช่น ทำน้ำซุปโพแทสเซียมดื่มทุกวัน(ห้ามต้มไว้ข้ามคืน)

วิธีทำ

๑.น้ำสะอาด ๕ ลิตร

๒.หอมใหญ่ ๒-๓ หัว

๓.มะเขือเทศ ๓-๕ ลูก

๔.แครอท ๓-๕ หัว

๕.กะหล่ำปลี ๑-๒ หัว

๖.มันฝรั่ง ๒-๓ หัว

นำมาต้ม-เคี่ยวประมาณ ๒ ชั่วโมง (ไม่ใส่อะไร) ใช้ดื่มตลอดวัน(เหลือกาก

อาหารใช้ทำปุ๋ยหมักต่อไป)

#ใช้น้ำซุปโพแทสเซียมปรุงอาหารได้ทุกชนิด

แหล่งข้อมูล : มะเร็งหายด้วยธรรมชาติ โดย กิตฺติญาโณ ภิกขุ (ดร.ทวี)

อาหารกายขบเคี้ยว อาหารใจขบคิด



อาหารกายขบเคี้ยว อาหารใจขบคิด



อาหารกายขบเคี้ยว อาหารใจขบคิด กายไม่ขบเคี้ยว อาหารที่เป็นพิษ “ไม่ใช้

ปากและฟันเป็นจอบและเสียมขุดหลุมฝังศพตัวเองเป็นอันขาด”...ใจเร่าร้อน

เคร่งเครียด หวัง ผิดหวัง อารมณ์ร้อน โมโหง่าย หงุดหงิดง่าย เคร่งครัด เจ้า

ระเบียบ จู้จี้ จุกจิก เจ้ากี้ เจ้าการไปทุกเรื่อง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้คือส่วน

ประกอบก่อให้เกิดมะเร็ง “ระวังที่กายและใจ” คลอดเวลา เมื่อมะเร็งจู่โจมมา

ถึงตัวเรา เราจะไม่ประมาทขาดสติอย่างเด็ดขาด...”มะเร็งเนื้องอกร้ายหาย

ด้วย” ระวังกายกับใจ เท่านั้น...หายโดยเด็ดขาด

แหล่งข้อมูล : มะเร็งหายด้วยธรรมชาติ โดย กิตฺติญาโณ ภิกขุ (ดร.ทวี)

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

โรคหายเองได้โดยเลือกรับประทานอาหาร


.ไขมันในเลือดสูง

แทนที่จะหายามารับประทานให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมารับ

ประทานสักวันละ ๑๐ กลีบ กับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

๒.ปวดศีรษะ

รับประทานผักคะน้าหรือปวยเล้ง(แมกนีเซียม) วันละ ๕ ขีด และรับประทาน

ปลาทูวันละ ๒ ตัว(น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้ดื่มหน่อยก็

ช่วยได้

๓. เป็นหวัด

มีอาการไอหรือจามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้น และรับประทานกระเทียม หอม

และพริกให้มากๆ

๔. ภูมิแพ้

รับประทานฝรั่งวันละ ๕ ชิ้น กับเมล็ดฝักทองวันละ ๑ กำมือ(ได้ธาตุสังกะสี)

๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น

รับประทานโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัด

๖.โรคหืดหอบ

เป็นไอเรื้อรัง ให้รับประทานต้มยำไก่ รับประทานหอมใหญ่ หอมแดง ต้นหอม

และนำหอมมาซุกไว้ใต้หมอน

๗. นอนไม่หลับ

รับประทานน้ำผึ้งก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาล

ทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน หากต้องการหลับสบายให้ใส่ขี้เหล็กและมะรุมเข้าไป

หน่อย

๘. ไขข้ออักเสบ

รับประทานปลาเนื้อมันวันละ ๒ ขีด เช่น ปลาทู ปาสวาย ปลาแซลม่อน ปลา

ซาร์ดีน ปลาทูน่า หรือแม้แต่ปลากระป๋องก็ได้

๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย

ดื่มน้ำกระเจี๊ยบที่ไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ของฝรั่งใน

ปริมาณเท่ากัน(เปรี้ยวจัดมาก)

๑๐. ท้องอืด แก๊สมาก

ให้รับประทานกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อยๆ

๑๑.ท้องผูก

ให้ชงน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะ และดื่มน้ำมะขามต้มติดเนื้อมากๆ

เช้า-เย็น

๑๒. โรคกระเพาะอาหาร

รับประทานกล้วยหักมุกปิ้ง รับประทานกล้วยน้ำว้าหรือกะหล่ำปลีให้มาก

๑๓. วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้

รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมขิง เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง น้ำขิง ชาขิง หรือ

เต้าฮวย

๑๔. วัยทอง อาการวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน

รับประทานปลาทูน่าให้มากๆ และรับประทานเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น หาก
เบื่อเต้าหู้ก็ให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้

๑๕. หงุดหงิดง่าย

ให้รับประทานอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ กลอย กล้วยหอม และปลาทู

น่า

๑๖. กระดูกพรุน

รับประทานงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ(ได้แคลเซียม) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรด

ซึ่งมีธาตุสมานกระดูก(แมงกานีส)

๑๗. ความจำไม่ดี

รับประทานปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรม ซึ่งมีธาตุสังกะสี

๑๘.  มะเร็งเต้านม

รับประทานบร็อคโคลี หรือคะน้า วันละ ๕ ขีด

๑๙. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ

รับประทานเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มากๆ

เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอ โดย

เฉพาะผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่

๒๐.ท้องเสีย สำไส้แปรปรวน

รับประทานแอปเปิ้ลเขียว วันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลปั่นทั้งกาก จะช่วย

ล้างพิษในตัวด้วย

๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ

รับประทานปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กตร้าเวอร์จิ้น ผลอโวคาโด เพราะสิ่ง

เหล่านี้มีไขมันดี ไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก หากชอบดื่มชาก็ให้หาชา

เขียวสดมาชงดื่มวันละถ้วย

๒๒. ความดันสูง

ต้องเลิกสูบบุหรี่และงดอาหารรสเค็ม รับประทานข้าวโอ๊ตไม่ขัดสี และผัก

ขึ้นฉ่ายสดหรือปั่น จะช่วยคุมความดันดีขึ้น

๒๓. เบาหวาน

หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล รับประทานผักเขียวจัดอย่างคะน้า

บร็อกโคลี ผักโขม ให้มากๆ หากอยากของหวานให้รับประทานส้มโอและฝรั่ง

เพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

กินอาหารเป็นยาเพื่อสุขภาพที่ดี:ผลแอปเปิ้ล(Apple)

An Apple A Day Keeps The Doctor Away


ผลแอปเปิ้ลมีเปอร์เซ็นต์ของสารฟรอสฟอรัสสูงกว่าผลไม้หรือผักอื่นใด ด้วยเหตุนี้แอปเปิ้ลจึงเป็นอาหารบำรุงประสาทและสมองที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง คนที่มีปัญหาทางด้านประสาทและสมองควรจะรับประทานแอปเปิ้ลอย่างน้อยสักสองผลในตอนเริ่มต้นรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ในขณะเดียวกันเมื่อรับประทานแอปเปิ้ลแล้วก็ควรที่จะงดเว้นจากการดื่มน้ำชาและกาแฟ แต่ให้หันไปดื่มน้ำข้าวบาร์เลย์ น้ำสม หรือดื่มน้ำชาแอปเปิลแทนได้ก็จะดี

นอกจากนั้นแล้ว แอปเปิ้ลก็ยังมีคุณค่าสำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคนิ่ว  เพราะจากการสังเกตพบว่าในประเทศที่ผลิตน้ำไซเดอร์ (เหล้าหมักผลแอปเปิ้ล)โดยไม่มีน้ำตาลเจือปน ประชากรจะไม่เป็นโรคนิ่วกันเลย  แต่กระนั้นก็ดีนักโภชนศาสตร์ก็ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำไซเดอร์แต่แนะนำให้ดื่มผลแอปเปิ้ลสดแทนจะได้ผลมากกว่า

แอปเปิ้ลยังมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคเก้าท์  เพราะในแอปเปิ้ลมีกรดมาลิค (malic acid) ที่จะเข้าไปช่วยทำให้สารที่ก่อโรคเก้าท์กลายเป็นกลางได้  แอปเปิ้ลเมื่อรับประทานดิบและไม่ใส่น้ำตาลจะช่วยลดกรดในกระเพาะได้ดี

สำหรับคนที่มีปัญหาสายตาไม่ดี พร่าฟาง ท่านผู้รู้ก็แนะนำให้รับประทานผลแอปเปิ้ลนี้อีกเช่นกัน  ซึ่งคนโบราณในสมัยก่อนก็เคยบำบัดรักษาตามาแบบนี้เหมือนกัน

คนที่ไอเจ็บคอก็ควรรับประทานแอปเปิ้ลดิบโดยบดใส่ในช้อนชารับประทานก็ได้ ซึ่งเวลารับประทานก็ให้กลั้วไว้ในลำคอสักพักแล้วค่อยกลืนลงท้อง

อาหารที่ปรุงด้วยผลแอปเปิ้ลส่วนใหญ่พบว่ามีคุณสมบัติทางยาสามารถแก้อาการเมาสุราได้ด้วยน้ำแอปเปิ้ล และน้ำชาแอปเปิ้ลเป็นน้ำดื่มที่วิเศษสุดสำหรับคนที่เป็นไข้

แอปเปิ้ลมีคุณสมบัติในการเรียกน้ำย่อยให้อยากรับประทานอาหาร  ดังนั้นตั้งแต่ครั้งโบราณกาลมาคนชาติยุโรปเขาจะมีประเพณีรับประทานผลแอปเปิ้ลก่อนที่จะรับประทานอาหารมื้อเย็น

ในยุโรปมีคำพังเพยโบราณบ่งบอกให้รับประทานแอปเปิ้ลกันคนละผลให้ได้ทุกวันจะได้ไม่ต้องไปหาหมอ (An Apple A Day, Keeps the Doctor Away)

ชาแอปเปิ้ล

วิธีทำชาแอปเปิ้ล มี 2 สูตร คือ

สูตรที่ 1  ใช้แอปเปิ้ล 2 ผล ล้างน้ำให้สะอาด อย่าปลอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่มะนาวผ่าซีกลงไปสักสองสามซีก   เทน้ำร้อนราดลงหนึ่งลิตร ปล่อยให้เย็น แล้วกรองเอาน้ำดื่มเป็นน้ำชา

สูตรที่ 2 ใช้แอปเปิ้ล 2 ผล เทราดด้วยน้ำร้อน ปล่อยให้เย็น แล้วกรองเอาน้ำดื่มเป็นน้ำชา

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

กินอาหารเป็นยาเพื่อสุขภาพที่ดี:มะพร้าว(Cocoanut)

Young Green Cocoanut

น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ ใช้รักษาพยาธิในลำไส้ทุกชนิดแบบเก่าแก่และมีประสิทธิผลมากที่สุด

ดื่มน้ำมะพร้าวหนึ่งช้อนโต๊ะในเวลารับประทานอาหารเช้าทุกวันท่านจะปลอดจากโรค

ในรายงานทางสุขภาพของแพทย์เมื่อเร็วๆนี้พบว่า เนื้อมะพร้าวเมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายมีความสามารถที่จะลดจำนวนของไวรัสเอชไอวี’ (HIV)ลงได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1996 กับผู้ป่วยโรคเอดส์ชื่อคริสต์ ดี. จากเมืองโคลเวอร์เดล มลรัฐอินเดียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา 

คริสต์ ดี. ได้ตกลงใจที่จะหยุดบำบัดรักษาโรคเอชไอวีทุกอย่างและเขาต้องการจะเดินทางไปพักผ่อนในบั้นปลายของชีวิตอยู่ในป่าในแถบทวีปอเมริกาใต้ ในขณะนั้นไวรัสเอชไอวีของเขามีจำนวนเพิ่มขึ้นมามากถึง 600,000  ตัว ซีดีโฟว์ (CD4) นับจำนวนได้ 10 ตัว และซีดีเอท(CD8) มีจำนวนประมาณ 300 ตัว

ระหว่างเดือนตุลาคมของปีเดียวกันนั้น เขาได้เริ่มรับประทานมะพร้าวเผาที่คนเผ่าอินเดียนแดงเผาให้ทุกวันจนติดเป็นนิสัย  เมื่อเขาเดินทางกลับไปที่บ้านของเขาที่สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม  ค.ศ. 1996  และเมื่อเข้ารับการตรวจในโรงพยาบาลปรากฏว่าจำนวนไวรัสเชื้อเอชไอวีในร่างกายของเขาได้ลดลงในระดับที่ไม่สามารถตรวจจับได้  และน้ำหนักตัวของเขาก็เพิ่มขึ้นประมาณ 32 ปอนด์

 คริสต์ ดี.มีความรู้สึกดีใจมาก และเขาก็ได้สนับสนุนให้เพื่อนๆที่เป็นโรคเอดส์รับประทานมะพร้าวเผาวันละครึ่งผลทุกวัน  ซึ่งเมื่อรับประทานแบบนี้อยู่ 4 สัปดาห์ ก็เข้าตรวจในโรงพยาบาลและก็ได้พบว่าเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายของเพื่อนๆได้ลดจำนวนลงจาก 900,000 ตัว เหลือเป็น 350,000 ตัว พอครบหนึ่งเดือนเมื่อได้ให้สารคริซิวาล (Crixivan) พร้อมๆกับรับประทานมะพร้าวเผาแล้ว ได้เข้าตรวจในโรงพยาบาลใหม่ก็ได้พบว่าจำนวนไวรัสเอชไอวีในร่างกายไม่สามารถตรวจจับได้

มะพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกอินเดียนแดงในประเทศซูรินาเม เพราะพวกเขาจะรับประทานมะพร้าวทุกเช้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย

น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริค (lauric acid) ซึ่งกรดนี้ต่อมาจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยร่างกายให้กลายเป็นสารโมโนลอริน (monolaurin) และสารโมโนลอรินนี้จะทำหน้าที่สร้างผนังสำหรับห่อหุ้มตัวไวรัสและบีบรัดจนไวรัสแตกตายทำลายขันธ์ไปในที่สุด  

แพทย์หญิง แมรี อีนิค( Mary Enig)  ซึ่งสำเร็จปริญญาโททางด้านโภชนศาสตร์ (Nutritional Sciences) และมีปริญญาเอกพ่;งท้ายด้วย ได้ทำการวิจัยในเรื่องของกรดไขมันต่างๆ  เธอได้เขียนไว้ว่า ในบรรดาพาโตรเจน(pathogens) (สิ่งเล็กๆที่ทำให้เกิดโรค) ที่ถูกทำลายโดยสารโมโนลอลินนี้ได้แก่ เอชไอวี(HIV), โรคหัด (measles), เอชเอสวี(HSV or herpes simplex virus), ไวรัสไข้หวัดนก(influenza virus), ไวรัสซีเอ็มวี(CMV or cytomegalovirus), และไวรัสนิวโมโน(pneumonovirus) ตลอดจนไวรัสแบคทีเรียบางชนิด

ในหนังสือชื่อ Positively Well ของ  ดร.ลาร์ก แลนด์ (Lark Lands)  ได้กล่าวถึงว่าที่ประเทศอินเดียเวลาที่ลูกวัวป่วยเป็นโรค protozoa cryptosporidium เขาจะรักษาด้วยการให้ดื่มน้ำมันมะพร้าว 

ส่วนรายงานของมาร์ก คอนลี ( Mark Konlee) ฉบับที่ 14 ใน Positive Health News ก็ได้กล่าวถึงการวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของมะพร้าวและกรดลอลิกว่าสามารถรักษาโรค neuropathy ได้ในหลายสถานการณ์

แพทย์หญิงแมรี อีนิค แนะนำให้คนในวัยผู้ใหญ่ทุกคนรับประทานกรดลอลิคให้ได้วันละประมาณ 24 กรัมโดยรับประทานจากอาหารที่มีส่วนผสมของกรดลอลิคนี้ 

เธอใช้วิธีคำนวณโดยอิงปริมาณของกรดลอลิกที่มีอยู่ในน้ำนมของมารดาที่เลี้ยงทารก ซึ่งปริมาณ 24 กรัมของกรดลอลิคก็เท่ากับน้ำมันมะพร้าว 3.1/2 ช้อนโต๊ะ หรือเท่ากับดื่มกะทิสดปริมาณ 10 ออนซ์  เนื้อมะพร้าวดิบปริมาณ 7 ออนซ์จะมีกรดลอลิกเท่ากับปริมาณที่ต้องการทุกวันคือ 10 ออนซ์นั่นเอง

ในรายงานทางการแพทย์ของ มาร์ก คอนลี( Mark Konlee) เขาได้ให้ความเห็นต่างออกไปเกี่ยวกับการใช้มะพร้าวในรูปแบบต่างๆเช่นในรูปแบบของน้ำกะทิ และแม้กระทั่งในรูปแบบของน้ำมัน 

สำหรับคนที่แพ้มะพร้าวก็ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรมากนัก น้ำมันมะพร้าวนี่สามารถรับประทานได้อย่างสบาย เพราะที่แพ้กันนั้นเป็นการแพ้โปรตีนที่พบในเนื้อมะพร้าวไม่ใช่แพ้ในน้ำมันมะพร้าว

กินอาหารเป็นยาเพื่อสุขภาพดี:หน่อไม้ฝรั่ง (ASPARAGUS)

หน่อไม้ฝรั่ง (ASPARAGUS)

หน่อไม้ฝรั่ง (ASPARAGUS) มีประโยชน์คือ จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนาความสามารถทางด้านศิลปะ
นอกจากนั้นแล้วก็จะช่วยให้หัวใจไม่เต้นรัว  มีประโยชน์สำหรับคนที่เป็นโรคเข้าข้อ  ในเวลาปรุงหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหารควรใช้วิธีนึ่งจะมีกว่าวิธีต้ม เพราะหากใช้วิธีต้มจะทำให้คุณค่าทางเกลือของมันจะเสียไป


จากการวิจัยพบว่า หน่อไม้ฝรั่ง สามารถปรับระดับอินซูลินในร่างกายได้ ทำให้มันมีประโยชน์ในการป้องกันโรคเบาหวาน นอกจากจะจะช่วยให้ปรับอินซูลินในร่างกายให้มีสภาวะคงที่แล้ว หน่อไม้ฝรั่งก็ยังมีสารแร่ธาตุบางอย่างที่ช่วยในการขับปัสสาวะออกมาได้ตามธรรมชาติ   การขับปัสสาวะนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการก่อตัวของน้ำปัสสาวะในไต และนี่ก็จะช่วยให้ร่างกายขับสิ่งสกปรกออกมาและให้สะอาดได้โดยธรรมชาติ

หากมองดูที่รูปลักษณ์ของหน่อไม้ฝรั่งแล้วก็จะเห็นว่ารูปลักษณ์ของมันบ่งบอกถึงประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของมันคือเป็นยาปลุกกำหนัด  มันเป็นหนึงในอาหารที่ดีที่สุดในการปลุกความรู้สึกทางเพศ

หน่อไม้ฝรั่งก็ยังเป็นหนึ่งในพืชที่หายากที่มีสารอินซูลิน ซึ่งสารอินซูลินนี้ใช้เลี้ยงแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ของร่างกาย  ช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีและก็ยังมีประโยชน์ในการป้องกันการเจริญเติบโตเกินพอดีของยีสต์ด้วย

ในกรณีของสตรีเพศที่กำลังตั้งครรภ์หรือว่าคิดอยากจะตั้งครรภ์ ท่านก็จะได้ประโยชน์จาการรับประทานหน่อไม้ฝรั่งนี้ เพราะในหน่อไม้ฝรั่งมีสารฟอเลตเป็นจำนวนสูงมากซึ่งสารตัวนี้มีความสำคัญมากเป็นพิเศษในช่วงแรกๆของการตั้งครรภ์  สารฟอเลตนี้จะช่วยไปลดการสุ่มเสี่ยงความพิการของท่อธรรมชาติและช่วยให้ทารกในครรภ์ของคุณพัฒนาระบบสมองตามปกติและมีความแข็งแรง

หน่อไม้ฝรั่งเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารของโลก  และที่นำมาเสนอต่อไปนี้เป็นประโยชน์ของหน่อไม้ฝรั่ง:

1.หน่อไม้ฝรั่งมีประโยชน์ต่อเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจ
2.หน่อไม้ฝรั่งช่วยให้อารมณ์แจ่มใสและช่วยป้องกันการซึมเศร้า
3.หน่อไม้ฝรั่งช่วยขจัดหูดออกจากร่างการได้
4. หน่อไม้ฝรั่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้
5.หน่อไม้ฝรั่งประโยชน์สำหรับสตรีที่มีครรภ์และจะช่วยกระตุ้นให้มีน้ำนมไหลออกมาเลี้ยงทารก
6. หน่อไม้ฝรั่งมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งในร่างกาย
7.หน่อไม้ฝรั่งมีสารต่อต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพมาก
8. หน่อไม้ฝรั่งช่วยบำรุงไตให้แข็งแรงโดยป้องกันหินก่อตัวและช่วยในกระบวนการฟอกของเสีย
9.หน่อไม้ฝรั่งช่วยรักษาการอักเสบของกระเพาะปัสาวะ
10.หน่อไม้ฝรั่งมีประโยชน์ในการต่อต้านเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์
11. หน่อไม้ฝรั่งช่วยป้องการเส้นโลหิตตีบ
12. หน่อไม้ฝรั่งมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งซึ่งจะมีประโยชน์เป็นพิเศษในการป้องกันการเกิดมะเร็งปอด
13. หน่อไม้ฝรั่งมีคุณสมบัติในการขจัดความเหนื่อยอ่อน
14 หน่อไม้ฝรั่งช่วยลดความดันของโลหิต
15.หน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหารที่ช่วยรักษาสมดุลพีเอช(pH)ในร่างกาย
16. ในกรณีที่คุณมีปัญหาในเรื่องผมร่วงและศีรษะล้าน  การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งจะช่วยบำรุงการงอกของเส้นผมและจะทำให้เส้นผมขึ้นดกดำเหมือนคนหนุ่มคนสาว

Source :  Food as Medicine: http://foodasmedicine.net/Benefits-of-Asparagus.html